Push.. Push.. Push
เสียงพยาบาลชาว ไอร์แลนด์เร่งให้แม่เจใช้ลมเบ่งก้องอยู่ในหูยาย
หากยายเบ่งแทนได้ ยายคงเบ่งเอาหลานคนแรกออกมาแล้ว
สามวันสามคืนแห่งขบวนการคลอดลูกมนุษย์ช่างยาวนานในความรู้สึกของคนเป็นแม่ เป็นยาย
ใครไม่เคยปวดท้องตอนคลอดลูก คงวาดภาพไม่ออกว่ามันเจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหนแต่ความเจ็บปวดตอนมดลูกบีบตัวถี่ๆทั้งที่ หัวเด็กยังไม่กลับลงมาในที่ทางที่ควรออกมาลืมตาดูโลก ช่างเป็นความเจ็บปวดที่มโหฬารราวกับโลกทั้งใบมาคาอยู่ที่ปากมดลูก
ยายจำได้ว่ายายแทบจะบีบคอหมอชาวอเมริกันที่ไม่ยอมผ่าเอาลูกคนแรกออกมาซะทีสมัยยาย
ไปคลอดพี่ชายของแม่เจที่ South Dakota
จะเป็นด้วยโชคชะตาหรือฟ้าลิขิตก็มิอาจหยั่งรู้ ทั้งเจ ทั้งแม่ มีชีวิตและประสบการณ์ที่คล้ายกันในการใช้ชีวิตและการคลอดลูกในต่างแดน
ต่างกันแต่ว่า สมัยสามสิบปีที่แล้ว ยุคของยาย หากเด็กไม่เอาหัวลง และหมอลุ้นแล้วลุ้นอีกเด็กก็ยังดื้อ หมอจึงจะยอมผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้องให้ มาถึงยุคของแม่เจ วิทยายุทธการคลอดลูกวิวัฒนาการขึ้นจนต้องทึ่งในฝีมือหมอ เมื่อถึงอาทิตย์สุดท้ายใกล้คลอด เด็กยังไม่เอาหัวลง
หมอชาวอิตาลีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการกลับหัวเด็กลงมาในทิศทางของช่องคลอด ให้
ทางเลือกว่า จะผ่าออกตามวันหมอนัดก่อน due date หรือจะลองคลอดเองตามธรรมชาติโดยใช้ยาฉีดเร่งให้มดลูกบีบตัว แม่เจเลือกอย่างหลังโดยไม่ปรึกษายายสักคำ
ยายเดาใจแม่เจว่า ถ้าผ่าออก หมอจะนัดผ่าก่อนยายเดินทางไปถึง และแม่เจไม่อยากให้ยายพลาดวินาทีลุ้นระทึกที่ยายมุ่งมั่นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากฟากไทยไปเกาะอังกฤษเพื่อจะเห็นหน้าหลานในวันแรกของชีวิต แม่เจจึงแอบตัดสินใจให้หมอกลับหัวเด็กลง เพื่อจะได้คลอดหลัง due date หนึ่งอาทิตย์ เธอช่างกล้าหาญ ถ้าปรึกษายาย ยายคงไม่กล้าเสี่ยงกับวิธีการแปลกๆ ที่ทำกันแค่ในบางประเทศ และยายจะไม่แนะนำให้แม่เจต้องทรมานกับอาการเจ็บท้องคลอด ประสบการณ์ส่วนตัวของยายคือ เจ็บแผลผ่าตัดยังน้อยกว่าคลอดธรรมชาติ อย่าเชื่อนะคะ !
สรุปคือ จะตัดสินใจถูกหรือผิดก็สายเกินไปเสียแล้ว ยายเดินทางมาถึงลอนดอนวันที่ 1 มิถุนายน ไม่มีวี่แววว่าหลานจะคลอด แม่เจเองก็ไม่อุ้ยอ้ายมาก แค่เหมือนคนแบกลูกโป่งไว้ในท้อง เราจึงมีเวลาไปช้อปปิ้ง เตรียมของเด็กกันกุ๊กกิ๊กตามประสาแม่ลูก ร่วมๆอาทิตย์