เสียงมือถือจากพี่ที่ทำงานร่วมงานดังขึ้น ...ฉันนั่งอยู่ตรงข้ามห่างกันประมาณหนึ่ง ได้ยินพี่เค้าพูดเสียงดังด้วยความตกใจ
"หา! ว่าไงนะ!"
ฉันชะโงกหน้าออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นพี่เค้าเบิกตาโตพอเค้าเห็นหน้าฉัน เค้าก็พูดกับฉันด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะคำพูดที่หลุดออกมานั้นมันเป็นคำที่พูดยากเย็นจริงๆ
"ซี... โจ้ไม่หายใจแล้ว"
ฉันยังงงอยู่ อะไรคือไม่หายใจ...
หัวสมองฉันประมวลผลแบบกระท่อนกระแท่น พี่ที่ทำงานคนนี้
เพิ่งเล่าให้ฉันฟังในตอนเช้าว่าพี่โจ้ปวดหลังมาก หลังบล็อก
เห็นว่าเมื่อคืนไปแอดมิตที่โรงพยาบาลด้วย
เดี๋ยวพรุ่งนี้ว่าจะไปเยี่ยมที่บ้านเสียหน่อย
พี่โจ้เค้าเพิ่งไปเที่ยวไต้หวันกลับมาแล้วเดินมาก
ไม่รู้หิ้วของอะไรมากหรือเปล่าถึงได้ปวดหลัง ซึ่งฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ตั้งใจว่าวันเสาร์จะไปเยี่ยมเหมือนกัน
พี่เค้าบอกกับปลายสายว่าให้โทรเรียกรถพยาบาล และเรียกตำรวจด้วย
ซึ่งทางนั้นบอกว่าโทรเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นพี่เค้าก็คุยต่อไม่ไหว ส่งสายให้ฉันคุย
ฉันเองก็ช็อกอยู่ไม่รู้จะพูดอะไร อีกทั้งยังไม่ปักใจเชื่อว่าพี่โจ้จะจากฉันไปจริงๆ
ระหว่างที่ฟังเสียงพี่จากปลายสายร้องไห้สักพัก รถพยาบาลก็มาพอดี
ฉันบอกให้วางสายแล้วเดี๋ยวช่วยโทรมาบอกฉันด้วยนะว่าเป็นอย่างไร
ระหว่างที่รอรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามาก ทำไมไม่โทรกลับมาสักที
ฉันทนไม่ไหวโทรกลับไปหา แล้วพี่เค้าก็พูดซ้ำคำเดิมว่า
"โจ้ไม่หายใจแล้ว"
เท่านั้นล่ะ ฉันวางสายแล้วร้องไห้โฮ
ความหวังที่คิดว่ารถพยาบาลจะช่วยยื้อชีวิตพี่โจ้ที่รักของฉันให้กลับมา
มันหมดไปแล้วจริงๆ
ฉันไม่สามารถขับรถไปเองได้ เพราะมือไม้สั่นน้ำตากลบตาไปหมด
ต้องโทรแจ้งข่าวให้สามีมาช่วยขับรถพาไปหาพี่โจ้ที่บ้าน
พอไปถึงที่นั่นถึงได้รู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าพี่โจ้มีนัดจะไปหาหมอในช่วงบ่าย
แต่เพราะปวดหลังจนขับรถไปไหว
จึงโทรเรียกให้พี่อีกคนมารับ (คือพี่ที่โทรมาส่งข่าว)
ภายในไม่เกินหนึ่งชั่วโมง พี่เค้าก็ไปถึงบ้านพี่โจ้
แต่พี่โจ้ก็ไม่หายใจแล้ว
เมื่อฉันไปถึงก็รอวัดและเจ้าหน้าที่นำเพื่อทำพิธีขอขมาลาโทษ
ก่อนที่จะนำพาร่างไปที่วัด
ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทำพิธีกรรมแบบนี้
วันนี้ฉันตั้งใจจะไปฟังสวดเพียงอย่างเดียว
คิดว่าจะไม่อยากรดน้ำศพ เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ
แต่เมื่อไปถึงอีกสิบห้านาทีจะหกโมง ฉันเห็นพิธียังไม่เสร็จ
ก็เลยตัดสินใจเข้าไปมองหน้าพี่ที่รักเป็นครั้งสุดท้าย
ญาติกำลังเดินแจกพวงมาลัยเพื่อให้เอาใส่ลงไปในโลงพอดี
ฉันเอาพวงมาลัยวางลงไปบนตัวของพี่ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่วัดก็ปิดฝาโลง....
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเคยเห็นภาพพิธีกรรมแบบนี้
ตอนที่เจ้าหน้าที่วัดเอาอุปกรณ์ปิดตอกฝาโลง ฉันก็น้ำตาไหลพรากๆอีกครั้ง
'นี่เราจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วจริงๆใช่มั้ย?'
มันรู้สึกแย่มากที่ต้องเห็นพี่นอนอยู่ในโลงอย่างอึดอัดแบบนั้น
ปกติพี่เค้าเป็นคนขี้ร้อนและเหงื่อออกง่าย ถ้าเค้ายังอยู่คงจะวี๊ดบึ้มใส่แน่ๆ
พี่โจ้ของฉันก็คือเพื่อนร่วมงาน พี่ชาย พี่สาว สนิทกันมากไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
จนเพื่อนๆ แซวว่าสองคนนี้มันเป็นผัวเมียกัน
แต่คนเป็นผัวคือฉันนะ เพราะฉันมีความแมนในตัวมากกว่าพี่เค้า
ซึ่งพี่โจ้จะมีความเป็นผู้หญิงมากกว่า ดังนั้นพี่โจ้เลยกลายเป็นเมีย
พี่โจ้จะเรียกฉันว่าซีผัวรัก ส่วนฉันจะเรียกพี่เค้าว่าพี่โจ้เมียรัก :)
พี่โจ้จะเป็นคนที่มีความรู้เรื่องศิลปะ เรื่องไทยโบราณ เรื่องอาหารการกิน ใจบุญสุนทานเป็นที่หนึ่ง เป็นตัวตั้งตัวตีทำโน่นทำนี่เพื่อสาธารณประโยชน์เท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะรวมตัวกันประดิษฐ์ดอกไม้จัน ทำปลาแห้งขายระดมทุนช่วยหมาแมว
พี่คนนี้แหละที่ฉันได้ไปอาศัยกินของอร่อยที่บ้านที่เป็นดุจคฤหาสน์ของพี่เค้าบ่อยๆ
บ้านแสนสวย มิตรภาพที่จริงใจ ความตลก ปากร้าย
ความเอื้อเอ็นดูที่พี่โจ้มีให้ฉันมาโดยตลอด...ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว
หลับให้สบายนะคะพี่ เป็นนางฟ้าอยู่บนนั้นก็มองลงมาหาน้องบ้าง
วันหนึ่งเราคงได้พบกันใหม่
รักพี่โจ้ที่สุดนะ
24 เมษายน 2561 วันที่พี่จากพวกเราไป
ปล.พี่โจ้จากเราไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลว...อาการปวดหลังแท้จริงแล้ว
น่าจะมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคลิ้นหัวใจซึ่งเป็นโรคประจำตัวของพี่เค้า
ซึ่งพี่ก็ได้แจ้งโรงพยาบาลแล้วว่ามีโรคประจำตัว
แต่โรงพยาบาลก็ยืนยันว่าหัวใจปกติดี ไม่ได้เป็นอะไร
และปล่อยให้พี่เค้ากลับออกมาจากโรงพยาบาล
เมื่อตอนตีสองของคืนก่อนที่จะเสียชีวิต
ฉันอดคิดไม่ได้จริงๆ ถ้าพี่เค้าไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลในคืนนั้น...
วันนี้เค้าอาจจะยังมีชีวิตอยู่เป็นเพื่อนกับฉันต่อไป...