สวัสดี Thai Steemians ที่รักทุกท่าน
หลังจากที่ผมค่อนข้างยุ่งกับเรื่องภายนอก Steemit มาได้สักพัก ผมก็อยากจะกลับมาเล่าเรื่องที่ผมเคยเริ่มต้นไว้ และคิดว่าบางท่านกำลังรออ่านอยู่เช่นกัน
หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ตั้งแต่ที่พระท่านหนึ่งได้ให้รูปปั้นพระพุทธรูปแก่ผม ซึ่งตอนนั้นเขาได้ถามผมว่า ผมสามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาดูรูปปั้นและบอกถึงความเก่าของมันได้ไหม แต่ก่อนที่ผมนำรูปปั้นไปให้กับผู้เชี่ยวชาญดู ผมจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าผมควรเริ่มที่ไหน ดังนั้น ผมจึงถามคนไทยบางคนโดยไม่ได้บอกพวกเขาโดยตรงว่าผมต้องการความคิดเห็นจากผู้เชียวชาญเกี่ยวกับรูปปั้น และผมก็ค่อนข้างกังวลเพราะพระท่านบอกผมไม่ให้โชว์รูปปั้นนี้แก่คนอื่นๆ เพราะบางคนสามารถฆ่าผมได้เพื่อให้ได้มันมาในหัวของผมได้แต่คิดว่า ผู้คนจะสามารถฆ่าผมเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อได้อย่างไร แต่ไม่นานนัก ผมได้เรียนรู้บางอย่างว่า ธุรกิจเกี่ยวกับพระพุทธรูปและพระเครื่อง จะอยู่ใต้อำนาจคนที่คนอื่นๆเรียกว่า มาเฟียพระเครื่อง ซึ่งคนเหล่านี้เห็นมูลค่ามีความสำคัญมากกว่าความเชื่อ บางคนในพวกเขาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดขายพระพุทธรูป ซึ่งคำพูดของพวกเขาก็มีอิทธิพลต่อราคาของรูปปั้นและเครื่องรางของคลังตอนนั้น ในหัวของผมคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะได้รับข้อมูลที่ปลอดภัยเกี่ยวกับรูปปั้น เพราะผมคงไม่ต้องการจบลงโดยถูกกลุ่มมือปืนมาตามล่าหรือเรื่องไม่ดีอื่นๆ ยิ่งเมื่อคุณเป็นชาวต่างชาติอยู่ในประเทศอื่นคุณยิ่งต้องการอยู่ห่างจากปัญหาเหล่านั้น ซึ่งตัวผมเองมาจากประเทศฝรั่งเศษ ทางที่ดีที่สุดที่จะได้ผู้เชียวชาญในด้านศิลปของศาสนาพุทธ คือ การติดต่อกับสองบริษัทซึ่งผมรู้ว่าเขาสามารถตอบคำถามผมได้ บริษัทนั่นคือ Christie และ Sotheby ซึ่งเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในการประมูลงานศิลปะที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกผมได้ส่งรูปของรูปปั้นไปทาง อีเมล์ไปให้บริษัททั้งสอง ในไม่ช้าผมก็ได้รับการตอบกลับจากพวกเขา แต่หลังจากการตอบไปมา ผมก็ต้องหยุดตอบกลับ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะต้องการรูปปั้นของผมในการประมูลของเขา
ผมจึงต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนกว่าจะได้ข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับผู้เชียวชาญด้านพระพุทธรูป โดยแฟนของผมได้ไปตามที่ต่างๆเพื่อสอบถามแต่เราก็ไม่ได้โชว์รูปปั้นให้ใครดูหรือพูดเกี่ยวกับมัน สุดท้ายผมก็ได้ที่อยู่ของอยู่เชียวชาญ ซึ่งอยู่ที่ถนนสีลมในเขตเจริญกรุง ทุกๆคำตอบจากผู้คนหลากหลายอาชีพ พูดตรงกันว่าคนคนนี้เก่งและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมาเฟียพระเครื่อง
ดังนั้น วันหนึ่งผมได้ตัดสินใจไปที่ร้านของเขาและนำรูปปั้นไปด้วย เมื่อถึงที่นั่น ร้านค่อนข้างมืด และมีตู้โชว์ที่เต็มไปด้วย พระพุทธรูปและเครื่องของคลังเราเดินเข้าไปดูรอบๆร้านและผู้ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเรา และถามเราว่าคุณกำลังมองหาอะไรอยู่ พวกเราจึงตอบไปว่าแค่เดินดูเฉยๆ พระพุทธรูปที่เขาโชวฺนั้นต้องมีราคาสูงมาก แต่ผมไม่ได้มาเพื่อซื้ออะไร หลังจากเดินชมร้านไม่กี่นาที ผมได้บอกแฟนผมให้ถามเขาว่าเขาสามารถดูรูปปั้นอันนึงได้มั้ย ชายคนนั้นบอกว่าถ้าเราพามาก็สามารถดูให้ได้ เธอตอบว่า พามา แต่เราขออยู่ใกล้ๆในขณะที่เขากำลังเช็คพระพุทธรูป ซึ่งเขาก็ตอบตกลง
ที่โต๊ะของเขาเต็มไปด้วยหนังสือที่วางอยู่ ในตอนแรกที่เห็นรูปปั้นเขาไม่ได้แสดงอาการพิเศษอะไร แต่หลังจากที่เขาถามแฟนของผมว่า คุณได้พระพุทธรูปนี้มาจากไหนและเธอก็ตอบว่าได้มาจาก หลวงตา มหาบัว ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนและเขาก็เริ่มดูรูปปั้นด้วยความสนใจหลังจากเช็ครูปปั้นประมาณ 2-3 นาทีด้วยแว่นขยาย เขาก็ถามผมว่าถ้าผมต้องการ ให้ตวรจโดยละเอียดหรือเปล่า เขาจะคิดค่าบริการ 1200 บาท และ มันอาจจะต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่ง 1200 บาท เป็นราคาที่โอเคสำหรับผม และเวลาก็เช่นกันนั้น ผมบอกเขาว่าผมต้องการตรวจสอบแต่ผมต้องอยู่ที่นั่นตลอดการตวจสอบและเขาตอบตกลง ผู้ชายคนนั้นเริ่มวาดรายละเอียดเล็กๆของรูปปั้นและเขาก็ได้ขออนุญาติเราเพื่อถ่ายรูปไว้เพื่อส่งให้ผู้เชียวชาญอีกคน เขาหยิบกล้องถ่ายรูปและปรับไฟสองดวงบนโต๊ะและเริ่มถ่ายรูปด้วยเลนส์มาโคร จากนั้น ส่งไปให้กับเพื่อนผู้เชียวชาญของเขา เวลาผ่านไปค่อนข้างนาน เขาหาหนังสือและรีวิวหลายเล่ม นอกจากนั้น ยังโทรหาผู้เชียวชาญคนที่ส่งอีเมล์และรูปภาพไปให้ เขาเองก็พยายามวัดขนาดพระพุทธรูปเพื่อวัดและเปรียบเทียบกับภาพในหนังสือ ส่วนผู้เชียวชาญอีกคนก็โทรกลับหาเขา และบอกเขาให้ลองดูในหนังสือเล่มนึงและเขาก็เริ่มวัดและเปรียบเทียบอีกครั้ง สุดท้ายพวกเขาพูดกันนานและเขาก็กลับมาหาพวกเราและบอกเราว่า รูปปั้นนี้ น่าจะมาจากประเทศลาว ซึ่งเขาไม่ได้มั่นใจมากนักในตอนแรก เพราะว่าชิ้นส่วนของผ้าที่อยู่ด้านหน้าของพระพุทธรูป และเขาก็ไม่มั่นใจว่ามีการใช้ผ้าแบบนี้ในช่วงเวลานั้น แต่หลังจากทำการค้นหารวบรวมข้อมูลกับเพื่อนของเขา ก็เห็นตรงกันว่าเป็นไปตามที่พวกเขาคิด
จากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของรูปปั้นนี้ เมื่อ 700 ปีก่อนของอาณาจักร จำปาศักดิ์ ทางใต้ของประเทศลาว พระมหากษัตริย์ได้ส่งพระหลายท่านไปในหลายๆประเทศ เพื่อหาสมุนไพรในการรักษาและใช้สำหรับเวทมนต์ พระเหล่านั้นได้เดินทางไปทั่วเอเชียเป็นเวลาหลายปี และเมื่อพวกเขากลับมาถึง จำปาศักดิ์ พร้อมกับพืชพันธ์มากมายหลายชนิด พระระดับสูงของราชอานาจักร ได้เลือกมา 108 ชนิดจากทั้งหมด โดนคัดคุณภาพในการรักษาและความมีเวทมนต์ เมื่อเลือกเป็นที่เรียบร้อย กษัตษ์ก็ได้บอกพระให้ผสมพืชทั้ง 108 ชนิด และ สร้างรูปปั้น 108 รูปผสมกับพืชเหล่านั้น ซึ่งรูปปั้นทั้งหมดถูกมอบให้กับคนพิเศษในราชอาณาจักร ผู้คนในสมัยโบราณต่างมีความเชื่อเกี่ยวกับรูปปั้นเหล่านั้น โดยพวกเขาจะใช้แท่งไม้และถูไปที่ด้านหลังของรูปปั้นโดยถูอยู่เหนือแก้วน้ำเพื่อที่จะให้เศษของพระพุทธรูปตกลงมาผสมกับน้ำและพวกเขาก็ดื่มน้ำนั้นและอธิฐานกับรูปปั้น ในความเชื่อของพวกเขาพวกเขาเชื่อว่ายิ่งพวกเขาทำมากเท่าไหร่ก็มีม่านบังเพื่อช่วยป้องกันอยู่รอบๆพวกเขา ซึ่งจะให้พวกเขาปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ เช่น อาวุธ การเจ็บป่วย ไสยศาสตร์
เขาบอกเราว่านี่เป็นครั้งแรกที่ เขาได้เห็นพระพุทธรูปเต็มตัว และเขาแสดงให้เราดูบางรูปจากหนังสือที่มีชิ้นส่วนของรูปปั้นที่เหมือนของเรา พวกเราขอบคุณเขาสำหรับงานที่เขาใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงและผมก็จ่ายให้เขา 1500 บาท สำหรับเวลาที่เขาเสียไปให้เรา ก่อนพวกเราจะออกไป เขาได้ถามว่า ถ้าพวกเราต้องการขายรูปปั้นให้เขา เขายินดีจ่ายให้ 100000 บาท ตอนนี้ได้เลย แต่ผมตอบปฏิเสธไป เพราะ สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย เขาจึงเพิ่มเงินให้อีก 50000 แต่ผมก็ไม่ขายอีกเช่นเดิม สิ่งนี้เป็นของขวัญที่ผมได้รับมาและจะเก็บไว้แบบนี้ ในที่สุดเราก็เดินออกจากร้านและกลับมาที่บ้าน ซึ่งผมมั่นใจว่า ถ้าผู้ชายนั้นต้องการซื้อรูปปั้นของผมในราคานี้ นั่นหมายความว่าราคาของมันต้องสูงกว่านี้มากๆแน่ แต่ราคาไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากผมไม่ได้ต้องการจะขายมัน ผมต้องการรักษาสัญญาที่ให้ไว้และมันก็ยังอยู่อย่างนั้นจนมาถึงตอนนี้และรูปปั้นเล็กๆอันนี้ได้ทำให้ผมประหลาดใจหลายอย่าง แต่นี่มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น
โปรดติดตามตอนต่อไป ...
Love and Happiness