คนเรามีกี่ตัวตน
คนเรามีกี่เหตุผลในการเลือกทำตัวให้เป็นแบบหนึ่งแบบใด
เหมือนว่าช่วงนี้เกิดคำถามในหัวตัวเองอย่างมากว่า
จะสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีแค่ไหน
โดยส่วนตัวคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีอารมณ์ของความเกลียดแค้นค่อนข้างเยอะ
โดยเฉพาะเมื่อตอนเป็นเด็ก ๆ แต่พอโตมาเหมือนจะควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และเลือกวิธีแสดงออกของความเกลียดแค้นได้ดีขึ้น
ความเกลียดแค้น
ไม่ใช่ว่าจะเกิดอารมณ์ในแบบนั้นง่ายๆกับใคร ๆ ก็ได้
คือมันมักมีเหตุผลของมันเสมอ
คือคนที่จะทำให้คนนึงคนใดเกิดความเกลียด ความแค้นนั้น ต้องเป็นคนที่มีแนวทางไปด้วยกันไม่ได้อย่างมากจริง ๆ
หรือมีการกระทำที่ดูหลุดไปจากแนวทางที่สังคมควรรับได้
ตอนเด็ก ๆ ที่ยังอยุ่ในช่วงว่าอันไหนจริงอันไหนเล่น
มักจะเกิดความเกลียด ไม่ชอบ ผู้ใหญ่ที่มาล้อว่าอ้วน
คือเจอทีไรก็เอาเรื่องนี้มาพูด
ถ้าเอาจริง ๆ ตอนนั้นก็ไม่รู้ซึ้งนักหรอกว่าสิ่งที่เขาพูดต้องการสื่อความมายไปในแนวทางใด
พูดเล่น ล้อเลียน หรือเอ็นดู
แต่ที่รู้แน่ ๆ คือ ไม่ชอบที่จะไปเจอคนแบบนี้ ไม่ชอบพูดด้วย
นอกจากนั้นแล้ว มันก็เหมือนถูกฝังหัวมาตลอดว่าถ้าไม่อยากโดนล้อก็อย่าอ้วน
ซึ่งอาจจะเป็นคนโชคดีที่พอโตมา ออกกำลังกาย แล้วก็ไม่เกิดภาวะอ้วนให้ใครล้อเลียนได้อีก
แต่ใช่ว่าพอความอ้วนหายไป ความเกลียดแค้น ความฝังหัวมันจะหายไป
มันคงยังรู้สึกอยู่ในใจลึก ๆ ตลอดเวลา
ความเกลีดแค้นกับเพื่อนร่วมห้องเรียน
แม้ตอนเป็นเด็กวันประถมเรายังไม่สามารถจัดการอะไรได้มากนักในชีวิต
แต่อย่างน้อยสิ่งนึงที่มนุษย์มีเหมือน ๆ กันนั่นก็คือ
เลือกที่จะคบกับคนที่มีแนวทาง ความชอบ และนิสัยคล้าย ๆ กัน
รวมทั้งเลือกที่จะไม่อยู่กับคนที่มีแนวทางและนิสัยต่างกัน
จำได้ว่าตอนชั้นเรียนซักประถมที่สามเกิดเหตุที่ตัวเองก็ยังงงว่าทำไปได้ยังไง
มีนักเรียนชายคนนึงเป็นเด็กนักเรียนหัวโจกเรียนซ้ำชั้น เขามักจะมาล้อเลียนเราอยู่เรื่อยๆ
หนทางแก้ปัญหาอย่างแรก ๆและทำบ่อย ๆ นั่นก็คือไม่อยากพบเจอ ไม่อยากคุย หลบได้เป็นหลบ
แต่มีเช้าวันนึง มาโรงเรียนเช้ามาก มาเจอนักเรียนชายคนดังกล่าว
แน่นอนว่าด้วยความที่นักเรียนยังมาถึงโรงเรียนไม่เยอะ เราหลบไม่ได้
และแน่นอนอีกเช่นกันว่า เด็กนักเรียนชายคนนั้นก็เข้ามาล้อเราเช่นเคย
แต่คราวนี้มันแปลกตรงที่ว่า วันนั้นเกิดอารมณ์โมโหอย่างมาก
เกิดพลังมาจากไหนไม่รู้ ตบหน้าไปที่นักเรียนชายคนดังกล่าวอย่างรุนแรง
เรียกได้ว่ามีเลือดซิบ ๆ ที่ริมฝีปากเลย
นักเรียนชายคนดังกล่าว ไม่กล้าฟ้องครู อาจจะเพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่าถึงฟ้องไปก็อาจจะโดนยิ่งกว่า เพราะมารังแกคนอื่นก่อน
หลังจากนั้นมา พลังของความเกลียดแค้นในครั้งนั้น ทำให้นักเรียนชายคนดังกล่าวไม่มารังแกเราอีก
ในวัยทำงาน ไม่ค่อยเจออะไรที่ดราม่านัก
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
เรื่องของเด็กเก่าเด็กใหม่ คนเก่าคนใหม่ ยังเป็นปัญหาในหลาย ๆ ที่
เคยทำ ๆ งานอยู่ แล้วมีรุ่นพี่พูดต่อหน้าผู้จัดการและเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนว่า
" แหม ทำมาเป็นตอแหล ทำไม่ได้ "
แม้น้ำเสียงที่พูด ณ ตอนนั้นจะทำให้ดูคล้ายว่าเป็นการพูดเล่น
แต่ด้วยนิสัยที่เคยรู้จักกันมา มั่นใจได้ว่านี่คือการหลอกด่า
และเขาคงคิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะเขาอยู่ในสายคนโปรดของผู้จัดการ
อาจจะด้วยความพลั้งปาก หรือสมองด้านมืดคิดการสั่งการได้เร็วเกินไป
พอพี่คนนั้นพูดเสร็จ เราก็ได้แต่ตอบไปแบบใส ๆ และดูทีเล่นทีจริงว่า
"เรื่องของความตอแหลเนี่ย มันมีทุกคนแหละ แล้วแต่ว่าคนไหนจะตอแหลแบบจริง ๆ แสดงออก หรือเลือกตอแหลแบบเงียบ ๆ แบบหลบในให้ดูเหมือนไม่เป็นคนตอแหล" //me ยิ้มไม่เปิดปากให้ดูไม่เหมือนตัวร้าย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ไม่มีอะไร แต่ในใจลึก ๆ เราก็รู้ว่า ไม่ควรที่จะไปตอบโต้
ควรควบคุมอารมณ์ให้ดี เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็รู้ตัวเองอยู่ดีว่าเรานั้นเป็นแบบที่เขาพูดมั้ย
นานวันเข้าความเติบโตมันก็ทำให้เราควบคุมอะไรได้ดีขึ้น
รวมถึงความเกลียดแค้นด้วยเช่นกัน
เราสามารถเดินไปไหนมาไหน ทานข้าว กับคนที่เราไม่ชอบ เราเกลียดขี้หน้าได้
เราสามารถไปกิจกรรม หรืออะไรก็ตามกับใครหลาย ๆ คนที่เราอาจจะไม่ชอบเขาและหรือเขาอาจจะไม่ชอบเราด้วย
จนมันมีนาทีนึงที่เกิดคำถามกับตัวเองว่า
เราควรควบคุม กดงำความรู้สึกนั้นแล้วอยู่ด้วยกันต่อไปเพื่อให้ดูเป็นสังคมแห่งความสุข
หรือเลือกที่จะพูดออกไปว่าเรารู้สึกยังไงเพื่อปรับปรุงให้สังคมดีขึ้น
หรือไม่...การพูดไป สังคมที่เคยบอกว่ามีความสุข ก็อาจจะไม่มีความสุขอีกเลย
เพราะสุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่า คนหลาย ๆ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราเขามีกี่ตัวตนกันแน่ และเขากำลังใช้ร่างไหนอยู่...