ธรรมดาวัยรุ่นจะวุ่นหน่อย
แต่อย่างน้อยก็มีสุขสนุกสนาน
ไม่ก่อเหตุให้ใครได้รำคาญ
สนุกสนานตามประสาอย่าว่ากัน
สวัสดีค่ะเพื่อนๆในชุมชนsteemitที่รักทุกท่าน ก็มาพบกันอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้จะมีเรื่องอะไรมาเล่าสู่
เพื่อนๆฟังกันน๊า...ถ้าอยากรู้ เชิญตามมาเลยค่ะ
ฤดูหนาวมาเยือน...นั่นเป็นสัณญาณว่าถึงฤดูที่ชาวนาจะเก็บเกี่ยวข้าวกันแล้ว ทั่วท้องทุ่งจะเต็มไปด้วยรวงข้าวที่เหลืองอร่าม มองไปสุดลูกหูลูกตา ช่างงามจับใจเหลือเกิน มันเป็นภาพที่งดงามตระการตาและเป็นความภาคภูมิใจของชาวนาเป็นยิ่งนัก พวกเขาต้องอดทนแค่ไหน ใช้เวลาเท่าไหร่
ข้าวจึงจะออกรวงให้ได้ชื่นชม...
ลมพัดใบไม้ปลิวลงสู่พื้น... ลมพัดมากระทบร่าง ช่างหนาวเย็นยะเยือกเสียนี่กระไร... จะร้อนจะหนาวสักเท่าไหร่ นั่นไม่ใช่อุปสรรคของชาวนา ขึ้นชื่อว่าชาวนาต้องขยัน อดทนจึงจะมีพออยู่พอกิน
ฉันเป็นชาวนาโดยกำเนิด เพราะพ่อแม่ฉันเป็นชาวนา ฉันจึงมีชีวิตอยู่กับท้องนา สมัยก่อนไม่มีการคุมกำเนิด สมาชิกในครอบครัวของฉันจึงมีค่อนข้างเยอะ ฉันมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันตั้ง9คนแน่ะ ฉันเองเป็นคนสุดท้อง ไม่ต้องถามถึงอายุ เดี๋ยวฉันจะบอกเอง555... ตอนนี้อายุของฉันก็53ปีแล้ว บางคนอาจจะสงสัยว่า"เอ๊ะ!...ทำไมดูแก่กว่าอายุจัง" อาจเป็นเพราะว่าฉันเป็นคนตัวใหญ่เลยดูแก่ แต่นั่นเป็นเหตุผลเพียงน้อยนิด จริงๆแล้วเป็นเพราะฉันทำงานหนักต่างหาก...
พี่คนโตและฉันซึ่งเป็นน้องคนท้อง เราอายุห่างกันตั้งเกือบ30ปีแน่ะ กว่าฉันจะเกิด พี่ๆก็ออกเรือนกันหลายคนแล้ว เมื่อพ่อแม่สิ้นลง ฉันจึงได้อยู่อาศัยกับพี่ชายคนที่5 ชีวิตในช่วงเป็นวัยรุ่นจะไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ เพราะใช้เวลาส่วนมากในการเรียนหนังสือ วันหยุดถึงจะมีเวลาช่วยพี่ทำงาน...
หน้าหนาวประมาณเกือบกลางๆเดือนพฤศจิกายน
พี่ก็จะขนสัมภาระเพื่อเตรียมตัวนอนนา ฉันหมายถึงนอนที่ทุ่งนาของเราเพื่อเกี่ยวข้าว
ระยะทางจากบ้านถึงทุ่งนาค่อนข้างจะไกลไปสักหน่อย พี่เลยขี้เกียจเทียวมาเทียวไป อีกอย่างงานก็จะเสร็จล่าช้า ถ้านอนนา พอสว่างมองเห็นรวงข้าว พี่กับพี่สะใภ้ก็จะเริ่มลงมือเกี่ยวข้าวทันที ตอนเย็นก็จะพากันเกี่ยวข้าวจนไม่เห็นรวงข้าวถึงจะพากันพักผ่อน...
เมื่อพี่และพี่สะใภ้นอนนา ฉันเองก็ต้องนอนด้วย สำหรับที่พัก พี่จะเกี่ยวตอฟางมาทำเป็นกระต๊อบแบบเพิงหมาแหงน ซึ่งใช้ตอฟางมามุงแทนสังกะสี และใช้ตอฟางแนบติดกับไม้ไผ่ล้อมรอบเพื่อบังลม
เราจะเอาเสื่อไปปูนอนและมีผ้าห่มงา ถ้าอากาศหนาวมากก็จะใช้เสื่อทับบนผ้าห่มอีกทีหนึ่ง...
ตื่นตอนเช้า... พี่สะใภ้จะเป็นคนก่อไฟนึ่งข้าว เสร็จแล้วก็จะปลุกให้ฉันมาคอยดูไฟให้ เพราะสมัยนั้นจะใช้ฟืน ส่วนพี่สะใภ้ก็จะลงเกี่ยวข้าวกับพี่ พอข้าวสุกฉันก็จะใช้น้ำพรมไปทั่วบมเพื่อไม่ให้ข้าวติด จากนั้นฉันก็เทข้าวลงใส่บมและใช้ไม้คดข้าวใส่ก่องข้าว ถ้าเป็นวันปกติ ฉันก็จะหาอะไรกินตามมีตามเกิด เสร็จแล้วก็ปั่นจักรยานไปโรงเรียนมัธยมซึ่งอยู่ในตัวอำเภอ ระยะทางจากทุ่งนาไปโรงเรียนก็ประมาณ10-11ก.ม.
พอเกี่ยวข้าวได้ประมาณ3-4วัน เม็ดข้าวและฟางก็จะแห้ง พี่ก็จะใช้ตอกมามัดเป็นมัด ซึ่งตอกจะทำจากไม้ไผ่ จากนั้นก็ใช้ไม้หลาวหาบขึ้นมาใส่ลาน ซึ่งไม้หลาวปลายจะแหลมทั้งสองข้างซึ่งทำไว้สำหรับเสียบข้าว ฉันเอาไม้หลาวเสียบข้าวข้างละ6-8มัดเพราะมันหนัก วันรุ่งขึ้นก็จะเจ็บบ่า จนต้องหาผ้ามารองบ่าแล้วค่อยหาบไปใส่ลาน
เมื่อหาบได้เยอะแล้ว พี่ก็จะทำเป็นลอมไปด้วยจนเสร็จ จากนั้นก็จะกำหนดวันตีข้าวหรือนวดข้าวโดยไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น เพราะสมัยนั้นจะมีการลงแขกตีข้าวกัน ซึ่งการตีข้าวในสมัยนั้นจะสนุกมาก บางบ้านก็จะให้ลูกสาวหรือลูกชายไปช่วยเอาแรง
การตีข้าวจะนำมัดข้าวมาวางเรียงกันยาวเท่าๆกับจำนวนคนและวางสูงประมาณท่วมหัว แล้วใช้ไม้คีบมัดข้าวยกขึ้นเหนือศีรษะแล้วตีลงกับพื้น ทำอย่างนั้นจนเม็ดข้าวหลุดออกเกือบหมด แล้วซัดไปให้พวกผู้หญิงซึ่งจะใช้ไม้ขอคลีตีเม็ดข้าวให้หลุดหมดอีกทีหนึ่ง ทีนี้หนุ่มคนไหนแอบชอบสาวอยู่ ก็จะซัดมัดข้าวใส่สาว เมื่อสาวโดนมัดข้าวก็จะมองหาคนที่ซัดใส่ ส่วนหนุ่มก็จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
และแอบยิ้มอย่างพอใจ
ตอนเช้าก่อนจะตีข้าวก็จะมีการเลี้ยงอาหาร ส่วนมากจะเป็นต้มเป็ด ต้มไก่และทำเป็นลาบด้วย พอตีข้าวได้สัก2-4ยก ก็จะหยุดพัก ทางเจ้าภาพก็จะทำส้มตำและผัดหมี่มาเสิร์ฟ ส่วนตัวฉันเองชอบตำมะละกอห่ามใส่ใบกระเทียมและมะกอก สมัยนั้นกำลังเป็นวัยรุ่นกินอะไรก็อร่อยไปหมด...
มีอยู่วันหนึ่ง...วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ฉันไม่ได้ไปโรงเรียน พี่จึงบอกให้ฉันไปลงแขกตีข้าวแทน ฉันก็ไปกับเพื่อนสาวซึ่งบ้านเราอยู่ติดกัน
สมัยนั้นการลงแขกตีข้าว เขาจะมีการทำเหล้าโท
เอาไว้ให้แขกกินเพื่อความสนุกสนาน ฉันกับเพื่อนก็จะตีข้าวบ้างและช่วยพวกผู้หญิงตีข้าวโดยใช้ไม้ขอคลีบ้าง ซึ่งไม้ขอคลีก็จะใช้ไม้ไผ่บ้านลำเล็กๆเอาพอจับกระชับมือ ความยาวประมาณ2- 3เมตร
การตีข้าวส่วนมากจะตีถึงตอนเย็นค่อยเสร็จ พอตีเสร็จเรียบร้อย ฉันและเพื่อนกำลังจะเดินกลับบ้านซึ่งระยะทางก็ไม่ไกลนักประมาณ1-2ก.ม.
ก็มีผู้หญิงรุ่นพี่คนหนึ่งเดินมา ในมือของเธอมีแก้วใบหนึ่ง และในแก้วใบนั้นจะมีน้ำสีขาวขุ่น
"นาง ลองดื่มน้ำนี่สิ อร่อยนะ"เธอพูดพร้อมกับยื่นแก้วใบนั้นให้ฉัน
"อะไรอะพี่ เหล้าโทเหรอ ฉันไม่เคยดื่ม ไม่ดีกว่านะ พี่ดื่มเหอะ เดี๋ยวนางกลับบ้านไม่ได้"
ฉันพูดพร้อมกับยื่นแก้วคืนให้เธอ แต่เธอไม่รับแก้วที่ฉันยื่นให้
"เอาเหอะน่า นิดๆหน่อยๆไม่เป็นไรหรอก ไม่ลองจะรู้เหรอว่ารสชาติมันเป็นยังไง"
เธอคะยั้นคะยอให้ฉันดื่ม
ฉันจึงตัดสินใจลองดื่มดู พอฉันดื่มได้ครึ่งแก้ว ที่เหลือฉันก็ยื่นให้เพื่อนดื่มต่อ จากนั้นเราก็เดินทางกลับบ้าน
ในขณะที่เราเดินไปนั้น ฉันรู้สึกว่าฉันจะเดินไม่ตรง
ดูเหมือนจะล้ม เพื่อนก็เป็นเหมือนกัน
"เฮ้ย แก ฉันจะล้มว่ะ มาพยุงฉันหน่อยสิ"ฉันพูดขึ้นพร้อมกับหันหน้าไปทางเพื่อน ฉันมองเห็นเพื่อนมีท่าทางการเดินคล้ายกันกับฉัน ฉันจึงเดินไปกอดคอเพื่อนแล้วเดิน เราทั้งสองโซซัดโซเซ...ทั้งกอดคอกัน บ้างก็ล้มลุกคลุกคลานพร้อมกับหัวเราะไปตลอดทาง เรามีความสุขกับการกอดคันแล้วเดินเซไปเซมา นี่กระมังที่เขาพูดว่า"ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น"555...
จากนั้นมา ฉันก็ไม่ดื่มมันอีกเลย เพราะรู้แล้วว่าอาการของคนเมาเหล้ามันเป็นอย่างไร?...
วันนี้เล่ามาเยอะพอสมควร ต้องขอตัวก่อน ก่อนจากกัน ขอให้เพื่อนๆสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขกันทุกคนนะคะ ขอบคุณทุกๆคอมเม้นต์ ทุกๆกำลังใจและการติดตามค่ะ