“เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”
ไม่ว่าจะเก็บคำถามนี้ไว้เงียบๆกับตัวเองหรือส่งออกไปให้คนรอบข้างได้รับรู้ ไม่ว่าจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อในความเหนื่อยากแห่งชีวิตหรือถามด้วยความรู้สึกฉงนสงสัยในยามว่างของวันหยุด
คำถามนี้คงเคยเกิดขึ้นในความคิดของมนุษย์อย่างเราๆมาแล้วอย่างน้อยก็สักแวบหนึ่งในชีวิต ทว่าเมื่อเราเติบโตขึ้น มีภาระหน้าที่มากขึ้น คำถามนี้มักจะค่อยๆลางเลือนและถูกแทนที่ด้วยคำถามที่ว่า
“เราจะหาเลี้ยงชีวิตเราได้อย่างไร”
การเลือกสูดลมหายใจให้ครบหนึ่งวันไปก่อนสำคัญกว่าการตอบคำถามเชิงปรัชญาน่าปวดหัว ทั้งที่จริงๆแล้วคำตอบของมันเปลี่ยนแปลงและกำหนดทิศทางของชีวิตทั้งชีวิตของเราได้เลย
แต่ถ้าเก็บคำถามว่า “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” แล้วเปลี่ยนมาถามว่า “เราหายใจไปเพื่ออะไร” คำถามนี้วิทยาศาสตร์จะสามารถตอบได้
ในแง่หนึ่ง ชีวิตเราคล้ายกับเทียนไขที่กำลังหายใจอยู่ ร่างกายของสิ่งมีชีวิตอย่างคนเรามีการเผาไหม้อยู่ตลอดเวลาแต่เป็นการเผาไหม้ที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาทีละน้อยๆ อีกทั้งยังเป็นการเผาไหม้ที่ไม่ได้ให้เปลวไฟออกมาอย่างการเผาไหม้ทั่วๆไป แต่จะให้สารเคมีพลังงานสูงเป็นผลผลิตที่ร่างกายเอาไปใช้ประโยชน์ได้แทน
สรุปสั้นๆว่าเราหายใจเพื่อเผาไหม้สารที่ร่างกายสะสมไว้ให้กลายเป็นพลังงานออกมาใช้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในกระบวนการเผาไหม้ทั่วไปคือ ก๊าซออกซิเจน
ทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับคำว่าออกซิเจนดี ขนาดจะไปเที่ยวต่างจังหวัดก็บอกว่าจะไปสูดออกซิเจน แต่จริงๆแล้วออกซิเจนเป็นสิ่งลึกลับอย่างมากในสมัยโบราณ สาเหตุที่ลึกลับเพราะออกซิเจนเป็นก๊าซที่ไร้สี ไร้กลิ่น เราไม่รู้เลยว่าในอากาศที่เราหายใจมีก๊าซออกซิเจนผสมอยู่ จนกระทั่งโจเซฟ พริสต์ลีย์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบก๊าซออกซิเจนและอองตวน ลาวัวซิเอ นักเคมีชาวฝรั่งเศสในยุคเดียวกันได้ค้นพบว่าก๊าซออกซิเจนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเผาไหม้
อากาศรอบตัวเรามีออกซิเจนอยู่เหลือเฟือให้เราได้สูดหายใจและให้เปลวเทียนได้เผาไหม้ แต่บางสถานการณ์ทำให้เราก็ต้องเอาออกซิเจนมาอัดใส่ถังเพราะนอกจากจะต้องใช้สำหรับผู้ป่วยหรือนักดำน้ำแล้ว บางทีนักปีนเขาก็ต้องใช้ถังออกซิเจน เพราะบนยอดเขาสูงๆออกซิเจนจะเบาบางจนร่างกายนักปีนเขาเสี่ยงต่อการเกิดอาการขาดออกซิเจนเป็นอันตรายได้ซึ่งนักปีนเขาเรียกบริเวณนั้นว่า เดธโซน
จริงๆแล้วยังมีถังอีกใบหนึ่งที่มนุษย์เราอัดออกซิเจนเข้าไปเก็บไว้ โดยถังดังกล่าวมีน้ำหนักเป็นแสนกิโลกรัม!!
ถังดังกล่าวคือจรวดที่มนุษย์ส่งออกไปในอวกาศนั่นเอง ออกซิเจนที่เก็บไว้ในจรวดนั้นสำคัญมากเพราะในอวกาศไม่มีอากาศจึงไม่มีออกซิเจนสำหรับใช้ในการเผาไหม้เหมือนบนโลก นักฟิสิกส์จึงต้องบรรจุออกซิเจนใส่ไว้ในจรวดเพื่อใช้ในการเผาไหม้ร่วมกับเชื้อเพลิง แต่เป็นการเผาไหม้ที่รุนแรงกว่าเทียนไขมากมายหลายเท่า แต่ออกซิเจนที่บรรจุไปมักเป็นออกซิเจนในรูปแบบของเหลว Robert Goddard นักฟิสิกส์ผู้บุกเบิกวิทยาการจรวดนั้นได้ออกซิเจนในรูปของเหลวบรรจุใส่ในจรวดมานานร่วม 80 ปีมาแล้ว
น่าทึ่งที่ตัวจรวดเปล่าๆนั้นหนักไม่เท่าส่วนขับดันอันประกอบไปด้วยเชื้อเพลิงและออกซิเจนเหลว! พูดง่ายๆว่าสิ่งที่หนักที่สุดในจรวดลำหนึ่งคือ ก็ตอบได้เลยว่าออกซิเจนเหลว!
ใช่ ออกซิเจนเหลวนั้นหนักยิ่งกว่าตัวจรวดเสียอีก ทุกวันนี้นักฟิสิกส์ต่างค้นคว้าหาเชื้อเพลิงและตัวช่วยการเผาไหม้ใหม่ๆให้มีน้ำหนักน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้จรวดสามารถบรรทุกน้ำหนักที่จำเป็นอื่นๆเพิ่มขึ้นได้
บางทีการพยายามตอบคำถามว่า “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” โดยการนั่งขบคิดอาจไม่นำมาซึ่งคำตอบ
ชีวิตบางคนเหมือนเทียนที่ค่อยๆเผาไหม้เงียบๆแล้วให้แสงสว่างแก่สิ่งรอบข้าง ในขณะที่บางคนเป็นเครื่องยนต์จรวดที่เผาไหม้อย่างรุนแรงแล้วทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
เราอาจต้อง “ใช้ชีวิต” ไปก่อนแล้วมองย่อนกลับมาว่าแท้จริงแล้วเราหายใจไปเพื่ออะไร
Cr.อาจวรงค์