Last November, there was a big festival to commemorate the 230 Anniversary of Wat Pho for ten days from 1-11 November.
Wat Pho is situated in the south of the Grand Palace where the Emerald Buddha is the main attraction for tourists. Wat Pho, also known as the Temple of the Reclining Buddha or Wat Phra Chetuphon Vimolmangklararam, is the official temple of King Rama I of the Chakri Dynasty. So, this grand festival was very important to most Thai people who realise that Bangkok is over 230 years old.
The festival offered free cultural performances such as shadow play, Li-Kae (similar to Chinese opera but with slow Thai dance movements), Khon (masked play). There was also light displays on the Jedi or pagodas at night.
Many people dressed in period costumes and traditional Thai clothes to join the festival. Another attraction was the traditional Thai sweet market where we could see the old ways of making Thai sweets. There were several stalls from the Thai royal kitchens. People had to queue up to buy these delicious Thai sweets.
ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่วัดโพธิ์มีงานสมโภชครบรอบ 230ปี มีการจัดงานมหรสพ และงานวัดร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 1-11 พฤศจิกายน เราโชคดีมากที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวงานวัดโพธิ์ ได้ดูการแสดง ชมแสงไฟที่ฉายไปที่เจดีย์สี่รัชกาลในตอนกลางคืน และยังมีการออกร้านขายขนมไทยโบราณที่ทำแบบชาววัง คนที่มาเที่ยวก็พากันแต่งตัวย้อนยุค และแต่งชุดไทย ทำให้ได้บรรยากาศโบราณในตอนกลางคืน
วัดโพธิ์ หรือที่เรามักจะเรียกว่า วัดพระนอน เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 โดยมีชื่อเต็มว่า วัดพระเชตุพนวิลมมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง หรือวัดพระแก้ว งานสมโภชครั้งนี้ทำให้คนไทยหลายคน ตระหนักถึงความเป็นไปของกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ ที่มีอายุมากกว่า 230ปีแล้ว ได้ผ่านร้อนผ่านวิกฤตมามากมาย จนมีความเป็นอธิปไตยและมีเอกราช ไม่ต้องตกเป็นอาณานิคมของต่างประเทศ
แต่กระนั้นคนไทยที่มีความเป็นห่วงอนาคตของลูกหลาน ก็อดหวั่นไหวและกังวลไม่ได้ว่า สมัยนี้เราไม่มีผู้นำที่มีความสามารถ และความเสียสละเหมือนพระมหากษัตริย์ในอดีต งานเช่นนี้ทำให้เราหวนระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษที่ช่วยกู้ชาติ และรักษาไว้ให้ลูกหลาน จนปัจจุบันคนไทยรุ่นใหม่ได้ใข้ชีวิตกันอย่างไม่มีปมในใจ และมีความเป็นไทยแต่ก็เริ่มลืมรากเหง้าของวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศ คนสมัยใหม่จึงได้คอรัปชั่นกันโดยไม่ค่อยรู้สึกกลัวบาปหรือมียางอายกัน
เราได้ฟังเพลงไทยเดิมร้องโดยศิลปินรุ่นเก่า ได้ชิมขนมไทยโบราณที่แสนอร่อย บรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีมากที่ได้มาเกิดบนแผ่นดินนี้ เราจึงคอยติดตามงานเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อจะได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับ วัฒนธรรมไทยและความเป็นมาของสยาม เพื่อจะได้พูดได้เต็มที่ว่า เราเป็นคนไทยที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่มีความลุ่มลึกเป็นพันปี และมีประวัติศาตร์ที่เราภูมิใจ เพราะเราได้เรียนรู้ว่าคนรุ่นก่อนได้เสียสละในการสร้างชาติและบ้านเมืองกันขนาดไหน
แต่เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร กระแสของความดีค่อยๆอ่อนล้า ลงไปเรื่อยๆ เพราะคนไทยเริ่มลืมความหลังและกลายเป็นคนติดวัตถุนิยม และบริโภคนิยมตลอด และชอบเห่อวัฒนธรรมตะวันตก อย่างขาดการไตร่ตรอง และการใช้วิจารณญาณ แม้แต่ความเป็นพุทธที่แท้จริงก็กำลังหายไปด้วย คนไม่อ่านหนังสือและไม่ปฏิบัติธรรมกันอย่างถ่องแท้ กิเลสก็จะกัดกินทำให้เราเศร้าหมอง และการครองตนให้พ้นทุกข์ก็กลายเป็นเรื่องยาก เราอยากให้เมืองไทยเป็นดินแดนของคนที่ปฏิบัติธรรมกันจริงๆ เพราะความไม่แน่นอนในอนาคตมันน่ากลัวมาก คนส่วนใหญ่คงไม่มีความสามารถในการดำรงสติให้ผ่านพ้นไปได้ ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรม
Wishing you peace, good health and prosperity.
Cheers.