สวัสดีครับชาว Steemit
ช่วงเดือนนี้ในปีนี้ ยอมรับเลยครับว่า นี่มัน "เดือนแห่งความรัก" จริงๆ ^^ ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ผมออกไปถ่ายภาพงานเวดดิ้งและพรีเวดดิ้ง ไม่เว้นแต่ละวันเลยครับ ^^ มีวันนี้แหล่ะครับ ไม่ได้ไปถ่ายงานที่เกี่ยวกับคู่บ่าวสาว ^^
ก็งานแต่งงานเมื่อคืนนี่ กว่าผมจะเก็บอุปกรณ์เสร็จแล้วกลับบ้านนอน และกว่าจะได้เข้านอนก็เกือบตีสองครับ ^^ ได้นอนแค่ 2-3 ชั่วโมง ก็ต้องตื่นแต่ตีห้า อาบน้ำออกมาถ่ายภาพงานสัมมนาของบริษัทแห่งหนึ่ง ^^ เป็นงานที่ในตอนแรกอยากจะโยนให้เพื่อนคนอื่นแล้วตัวเองก็นอนพักอยู่บ้านครับ ^^ คือว่างานนี้อ่ะ ผมต้องออกไปเก็บภาพบรรยากาศก่อนงานเริ่ม และอยู่จนเขาสัมมนาจบ แต่บังเอิญเพื่อนผมไม่มีใครว่างสักคน ก็เลยต้องกัดฟันออกไปครับ เพราะว่ารับงานเขาไว้แล้ว ^^
แต่พอวันนี้ได้มีโอกาสนั่งฟังคุณหมอที่มาเป็นวิทยากรในงาน ก็คิดว่าเป็นบุญผลาของข้าน้อยเลยทีเดียวครับ ^^ คุณหมอได้พูดเกี่ยวการประกอบอาหาร ซึ่งในสิ่งที่คุณหมอได้พูด ผมชอบตรงที่คุณหมอได้พูดเกี่ยวกับเรื่อง "ข้าว" ข้าวที่เรากินนี่แหล่ะครับ
ตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่จำความได้ ผมก็กินข้าวมาจนโตแล้ว ก็จำความได้ตั้งแต่ยายเคี้ยวข้าวแล้วก็แหวะออกมามีน้ำลายยายติดเยิ้มมา แล้วก็เอายัดเข้าปากเรานู้นแหล่ะครับ .... กำลังมีใครทานข้าวตอนอ่านข้อความนี้รึเปล่าน้อครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
คือว่าเดี่ยวนี้เขาวิจัยออกมาว่าแป้ง และ "ข้าว" เป็นตัวการที่ทำให้เราอ้วนและมีน้ำตาลในเลือดสูง ^^ คนกินข้าวมาตลอด 40 ปี อย่างผม ถ้ามีวันหนึ่งมีคนมาบอกให้ผมต้องกินข้าวให้น้อยลงหรือห้ามกินเลย เพราะน้ำตาลในเลือดสูง ^^ คงพอจะเข้าใจความรู้สึกนะครับ ว่ามันจะทรมาณขนาดใหน มันอาจจะทรมาณเทียบเท่ากับการที่เราจำใจต้องพรากจากคนรักหรือเปล่า ^^ อันนี้ก็ไม่ทราบครับ ^^ แต่ที่แน่ๆ พ่อของผมเนี่ย หมอสั่งห้ามกินข้าวเหนียวโดยเด็ดขาด เพราะน้ำตาลในเลือดอาจจะรักษาระดับไว้ไม่ได้ แล้วก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลอีก ^^ เวลาที่ผมนั่งกินข้าวกับผมเนี่ย อาหารจืดๆ ที่พ่อผมกิน ผมก็นั่งกินได้กับแกอย่างหน้าตาเฉยเหมือนกันครับ ^^ คือไม่อยากให้แกนึกอยากกินอาหารรสจัดจ้านที่เรากิน อาหารรสจัดๆ มันทำให้กินอาหารได้เยอะขึ้น โดยเฉพาะข้าว มันจะกินได้เยอะขึ้นมากเลยทีเดียว
ทุกวันนี้ อย่างน้อยในหนึ่งวัน ผมต้องกินอาหารที่มีข้าวอยู่หนึ่งมื้อครับ ^^ คือผมป่วยเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งอ่ะครับ อาการที่เป็นก็คือ ถ้าผมไม่ได้กินข้าว ผมจะรู้สึกว่า ผมกินไม่อิ่มครับ แล้วผมก็จะหาอะไรมายัดเข้าปากทั้งวันเลย เพราะรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม แต่พอได้ข้าวเข้าปากไปสักสามสองสามคำ ผมก็จะรู้สึกอิ่มมากๆ อ่มจนแน่นท้องมากแล้วครับ ^^ อาการนี้ไม่มั่นใจว่า เป็นโรคจิตรึเปล่านะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
คุณหมอได้บอกว่า จริงๆ แล้วมีข้าวไม่กี่ชนิดที่มีกากอาหารน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแป้งและน้ำตาลทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะข้าวเหนียว ^^ ปกติร่างกายเราก็ไม่สามารถย่อยสลายน้ำตาลจากข้าวได้ง่ายๆ แต่เป็นเพราะเราประกอบอาหารผิดวิธีทำให้บางส่วนของเม็ดข้าว แตกตัวเป็นน้ำตาลได้ไวและเคลือบอยู่บนเม็ดข้าวที่เราหุงสุกแล้ว น้ำตาลพวกนี้พอลงท้องไป ร่างกายก็สามารถดูดซับได้ทันที แล้วกว่าข้าวพวกนี้จะกลายเป็นเศษกากอาหารและขับถ่ายออกจากร่างกาย ตัวเราก็ดูดซับน้ำตาลมามากแล้ว ^^
หมอบอกว่า ข้าวเนี่ยบางทีร่างกายเราก็ย่อยสลายได้ไม่หมด มันก็ถูกขับเป็นกากอาหารออกไป แต่ด้วยวิธีการหุงข้าวยุคใหม่ที่ทำให้ข้าวสุกไวขึ้น จึงทำให้ข้าวที่หุงเปื่อยแตกยุ่ย และย่อยง่าย จึงกลายเป็นเป็นน้ำตาลได้ไว หมอว่า จริงๆ แล้ว การหุงข้าวสวยด้วยวิธีนึ่งเอา ให้ข้าวสุกอย่างช้าๆ จะเป็นวิธีที่ทำให้ข้าวถูกย่อยเป็นน้ำตาลได้ยาก ^^ แล้ววิธีอุ่นข้าวบ่อยๆ แบบเสียบปลั๊กค้างไว้ให้ข้าวอุ่นตลอด นอกจากจะเปลืองไฟแล้ว ข้าวยังแปรสภาพเป็นน้ำตาลได้ง่ายอีกด้วย ^^
หมอบอกว่าหากหุงข้าวด้วยวิธีนึ่งไม่ได้ ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งก็คือที่จะลดน้ำตาลในข้าวลงได้ก็คือ การที่เราใส่กรดบางอย่างลงไปขณะที่ข้าวถูกหุง อย่างใส่น้ำส้มสายชู หรือ บีบมะนาวลงไปด้วย น้ำตาลในข้าวบางส่วนจะถูกกำจัดให้กลายเป็นกากอาหารได้โดยง่าย ^^ ถ้าใส่กรดแล้วลดน้ำตาลลงได้ งั้นเราใส่น้ำยาล้างห้องน้ำลงไปในตอนหุงข้าว มันก็น่าจะได้ซินะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
อย่างที่หมอแกบอก ผมก็ว่ามันมีเหตุผลอยู่นะ อย่างเวลาที่เราไม่มีแรงเนี่ย พอได้กินข้าวต้มหรือโจ๊กที่ต้มหรือเคี่ยวนานๆ มันรู้สึกมีแรงขึ้นมาทันทีเลย
เมื่อก่อนนี้ผมก็กินยอดข้าวเป็นหลัก ซึ่งมันถูกหมักและต้มจนเปื่อยเลย ^^ มิน่าละน้ำตาลถึงได้ไปสะสมในชั้นใต้ผิวหนังเพียบเลย อิอิอิอิอิ
อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่ผมฟังจากคุณหมอวิทยากรที่มาในวันนี้อ่ะนะครับ ^^ ผมก็เอามาเล่าสู่ฟัง เพราะไม่ได้คิดจะเอาอะไรมาโพสต์เลยครับ ^^ เพราะมีงานเช้า-ดึกติดกันหลายวัน เพลียจนสมองไม่ครีเอทอะไรเลยครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
ปล. คุณหมอบอกว่า ตอนนี้ที่บางที่เขากำลังทำการวิจัยข้าว ข้าวที่เราสามารถเพาะปลูกออกมาแล้ว เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือดอยู่ และข้าวตัวนี้สามารถกินแล้ว ไม่มีอาการอ้วนจากน้ำตาลครับ ^^ ก็ขอภาวนาให้รีบวิจัยสำเร็จก่อนที่ผมจะเป็นเบาหวานเหมือนพ่อผมนะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ทุกวันนี้ผมไม่ได้สงสารพ่อผมที่เป็นเบาหวานนะครับ แต่ผมกำลังสงสารตัวเองที่ยังไม่สามารถข่มจิตใจได้เหมือนพ่อผมเลย ผมยังสนุกกินอยู่เลยครับ โดยเฉพาะข้าวเหนียวกับลาบนี่ ผมแทบจะขาดไม่ได้เลย แฮะๆๆๆๆๆๆ
ผมขอตัวพักผ่อนก่อนนะครับ พรุ่งนี้ผมมีงานทำฉากแบ็กดรอบงานแต่งงานให้บ่าวสาวคู่นึง ซึ่งจะเสร็จกี่โมงก็ยังไม่ทราบ เพราะทั้งหมดมีสามฉาก ^^ แต่ที่สำคัญคือ พรุ่งนี้ทำฉากแบ็กดรอบ มะรืนนี้ผมก็เป็นตากล้องหลัก ถ่ายภาพงานคู่นี้ทั้งงานเช้าและงานเย็นเลยครับ ^^
Thank you. #photography by "Konk-Nikorn Kulatnam"